อาหารแปรรูปกับความเสี่ยงมะเร็ง: ควรหลีกเลี่ยงแค่ไหน?

อาหารแปรรูปกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนยุคใหม่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยความสะดวกสบายและรสชาติที่ถูกปาก แต่เบื้องหลังความอร่อยเหล่านั้นกลับซ่อนเร้นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับมากขึ้นเรื่อยๆ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารแปรรูปและผลกระทบต่อสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรรู้ เพื่อสามารถเลือกรับประทานอาหารได้อย่างมีสติและปลอดภัยมากขึ้น

อาหารแปรรูปคืออะไร และมีกี่ประเภท

อาหารแปรรูปหมายถึงอาหารที่ผ่านกระบวนการดัดแปลงจากสภาพดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเติมสารเคมี การถนอมอาหาร หรือการปรุงแต่งให้มีรสชาติและอายุการเก็บรักษานานขึ้น นักวิชาการแบ่งอาหารแปรรูปออกเป็น 4 ระดับตามความซับซ้อนของกระบวนการผลิต โดยอาหารแปรรูประดับต่ำอาจเป็นเพียงผักผลไม้แช่แข็งหรือถั่วกระป๋อง ในขณะที่อาหารแปรรูประดับสูงหรือที่เรียกว่า Ultra-processed foods จะผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนมาก มีส่วนผสมของสารเคมีหลายชนิด เช่น สารกันบูด สารปรุงแต่งรส และสีสังเคราะห์

อาหารแปรรูประดับสูงที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวันมีมากมาย ตั้งแต่ไส้กรอก แฮม เบคอน ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มอัดลม อาหารกึ่งสำเร็จรูป และขนมหวานแปรรูป อาหารเหล่านี้มักมีปริมาณน้ำตาล เกลือ และไขมันสูง แต่ขาดคุณค่าทางโภชนาการที่จำเป็น การบริโภคอาหารประเภทนี้เป็นประจำจึงส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อกลายเป็นอาหารหลักในมื้อประจำวัน ซึ่งทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นและได้รับสารเคมีสะสมมากเกินไป

ความเชื่อมโยงระหว่างอาหารแปรรูปกับโรคมะเร็ง

องค์การอนามัยโลกได้จัดเนื้อสัตว์แปรรูป โดยเฉพาะเนื้อแดงแปรรูปอย่างไส้กรอกและแฮม เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ซึ่งหมายความว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก การศึกษาวิจัยพบว่าการบริโภคเนื้อแปรรูปเพียง 50 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 2 แผ่นเบคอน สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ได้ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้อาจดูไม่มากนัก แต่เมื่อสะสมในระยะยาวกลับส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสุขภาพ

สาเหตุที่อาหารแปรรูปเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งมีหลายประการ ประการแรกคือกระบวนการรมควันและการใช้ความร้อนสูงทำให้เกิดสารก่อมะเร็งอย่าง Polycyclic Aromatic Hydrocarbons และ Heterocyclic Amines ประการที่สองคือการใช้สารไนไตรต์และไนเตรทในการถนอมอาหาร ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสาร Nitrosamine ที่เป็นสารก่อมะเร็งที่มีฤทธิ์แรง นอกจากนี้ปริมาณเกลือและไขมันอิ่มตัวสูงในอาหารแปรรูปยังส่งเสริมการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิด

การศึกษาวิจัยขนาดใหญ่ในยุโรปที่ติดตามผู้เข้าร่วมกว่า 500,000 คนเป็นเวลา 15 ปี พบว่าผู้ที่บริโภคอาหารแปรรูประดับสูงมากกว่า 4 มื้อต่อวัน มีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 62 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคน้อยกว่า 2 มื้อต่อวัน ไม่เพียงแต่มะเร็งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคอ้วน ซึ่งล้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิต ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอาหารแปรรูปไม่ใช่เพียงปัจจัยเสี่ยงเดียวสำหรับมะเร็ง แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพโดยรวม

สารเคมีในอาหารแปรรูปที่ควรระวัง

สารกันบูดเป็นหนึ่งในสารเคมีที่พบมากที่สุดในอาหารแปรรูป โดยเฉพาะ BHA (Butylated Hydroxyanisole) และ BHT (Butylated Hydroxytoluene) ซึ่งถูกใช้เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาของอาหาร แม้ว่าจะได้รับอนุญาตให้ใช้ในปริมาณที่จำกัด แต่การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสารเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเมื่อได้รับในปริมาณสูงหรือเป็นเวลานาน การสะสมของสารเหล่านี้ในร่างกายจึงเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่บริโภคอาหารแปรรูปเป็นประจำ

สารปรุงแต่งรสและสีสังเคราะห์ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่ากังวล โดยเฉพาะ MSG (Monosodium Glutamate) ที่ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าก่อมะเร็งโดยตรง แต่การบริโภคในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการแพ้และส่งผลต่อระบบประสาท สีสังเคราะห์บางชนิดเช่น Tartrazine และ Sunset Yellow ถูกพบว่าอาจเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพหลายประการ รวมถึงการกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้และอาจมีผลต่อพฤติกรรมในเด็ก การอ่านฉลากอาหารและเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีน้อยที่สุดจึงเป็นวิธีหนึ่งในการลดความเสี่ยง

น้ำตาลและไขมันทรานส์ที่พบในอาหารแปรรูปจำนวนมากก็เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ น้ำตาลในปริมาณสูงไม่เพียงแต่ทำให้เกิดโรคอ้วนและเบาหวาน แต่ยังส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งอีกด้วย เนื่องจากเซลล์มะเร็งใช้น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานหลัก ส่วนไขมันทรานส์ที่เกิดจากกระบวนการไฮโดรจิเนชันนั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอาจส่งเสริมการอักเสบในร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งหลายชนิด การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมเหล่านี้จึงเป็นการปกป้องสุขภาพในระยะยาว

แนวทางการบริโภคอาหารแปรรูปอย่างปลอดภัย

การหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปทั้งหมดอาจเป็นไปไม่ได้ในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการเลือกบริโภคอย่างมีสติ หลักการสำคัญคือจำกัดปริมาณและความถี่ในการรับประทาน โดยเฉพาะอาหารแปรรูประดับสูงควรบริโภคเป็นครั้งคราวเท่านั้น ไม่ควรให้เป็นอาหารหลักในมื้อประจำวัน การวางแผนอาหารล่วงหน้าและเตรียมอาหารเองที่บ้านจะช่วยลดการพึ่งพาอาหารแปรรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อต้องเลือกซื้ออาหารแปรรูป ควรอ่านฉลากอย่างละเอียดและเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมน้อยที่สุดและเป็นธรรมชาติมากที่สุด

การเพิ่มผักและผลไม้สดในทุกมื้ออาหารเป็นวิธีที่ดีในการสร้างสมดุล เนื่องจากสารต้านอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระในผักผลไม้ช่วยต่อต้านผลเสียจากสารก่อมะเร็งในอาหารแปรรูป นอกจากนี้การดื่มน้ำเปล่าเพียงพอยังช่วยขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น การออกกำลังกายสม่ำเสมอก็มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งและโรคเรื้อรังอื่นๆ แม้ว่าจะบริโภคอาหารแปรรูปบ้างก็ตาม การสร้างวิถีชีวิตที่สมดุลโดยรวมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสุขภาพ

สำหรับผู้ที่ต้องการลดการบริโภคอาหารแปรรูป การเริ่มต้นทีละเล็กทีละน้อยจะช่วยให้ปรับตัวได้ง่ายขึ้น เช่น เริ่มจากการทดแทนขนมขบเคี้ยวด้วยผลไม้สด หรือเปลี่ยนจากเครื่องดื่มอัดลมเป็นน้ำผลไม้สดหรือน้ำเปล่า การหาทางเลือกที่ดีกว่าและเตรียมอาหารเองมากขึ้นจะช่วยให้ควบคุมคุณภาพของอาหารที่บริโภคได้ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในคราวเดียว แต่การปรับเปลี่ยนเล็กน้อยอย่างสม่ำเสมอจะสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว

ทางเลือกอาหารที่ดีกว่าสำหรับสุขภาพ

อาหารสดและอาหารปรุงเองที่บ้านเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพ การเลือกซื้อวัตถุดิบสดจากตลาดและปรุงอาหารเองช่วยให้คุณควบคุมส่วนผสมและปริมาณเกลือ น้ำตาล และไขมันได้อย่างเต็มที่ แม้จะใช้เวลามากกว่า แต่ประโยชน์ที่ได้รับทั้งในแง่สุขภาพและรสชาติที่ดีกว่านั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง การเตรียมอาหารในปริมาณมากและแช่เย็นไว้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยประหยัดเวลาในวันที่ยุ่ง โดยยังคงได้รับประโยชน์จากอาหารที่ปรุงเองอยู่

เมื่อจำเป็นต้องเลือกอาหารแปรรูป ควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีการแปรรูปน้อยที่สุด เช่น ผักแช่แข็งที่ไม่มีเครื่องปรุงเพิ่มเติม ถั่วกระป๋องที่ไม่มีเกลือเพิ่ม หรือนมโยเกิร์ตธรรมดาที่ไม่มีน้ำตาลเติม การเลือกผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกหรือผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากรับรองมาตรฐานก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพ แม้ว่าราคาอาจสูงกว่า แต่การลงทุนในอาหารคุณภาพดีก็เท่ากับการลงทุนในสุขภาพระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลในอนาคต

การสร้างนิสัยการทำอาหารให้เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานและมีส่วนร่วมของทุกคนในครอบครัวจะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ง่ายขึ้น การสอนเด็กให้รู้จักเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตั้งแต่เล็กจะสร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับสุขภาพในอนาคต การแบ่งปันสูตรอาหารและประสบการณ์การทำอาหารกับเพื่อนและครอบครัวก็ช่วยสร้างแรงจูงใจและทำให้การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกลายเป็นวิถีชีวิตที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่กฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตาม

สรุป

อาหารแปรรูปมีความเชื่อมโยงที่ชัดเจนกับความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งและโรคเรื้อรังอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อบริโภคเป็นประจำและในปริมาณมาก หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าสารเคมีในอาหารแปรรูป กระบวนการผลิต และส่วนผสมที่ไม่ดีต่อสุขภาพล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ การตระหนักรู้และเข้าใจถึงอันตรายเหล่านี้จึงเป็นก้าวแรกสำคัญในการปกป้องสุขภาพของตนเองและครอบครัว แม้ว่าการหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปทั้งหมดอาจเป็นไปไม่ได้ในโลกยุคใหม่ แต่การลดปริมาณและเลือกบริโภคอย่างมีสติก็สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในคราวเดียว แต่สามารถเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอ การเพิ่มผักผลไม้สด การทำอาหารเองที่บ้านมากขึ้น และการอ่านฉลากอาหารอย่างละเอียดล้วนเป็นวิธีที่ช่วยลดการพึ่งพาอาหารแปรรูป การสร้างความตระหนักรู้ในครอบครัวและชุมชนเกี่ยวกับความสำคัญของการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพจะช่วยสร้างสังคมที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การลงทุนในอาหารคุณภาพดีวันนี้คือการลงทุนในสุขภาพและความสุขในอนาคต

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารอยู่ที่ตัวเราเองทุกคน ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาหารแปรรูปและผลกระทบต่อสุขภาพจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อ การปรุง หรือการบริโภค การสร้างสมดุลระหว่างความสะดวกสบายและสุขภาพเป็นศิลปะที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ ด้วยการตระหนักรู้และการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เราสามารถลดความเสี่ยงต่อมะเร็งและโรคร้ายแรงอื่นๆ พร้อมกับมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน

Related Post

สายด่วนให้คำปรึกษาผู้ป่วยมะเร็ง

สายด่วนให้คำปรึกษาผู้ป่วยมะเร็ง: การสนับสนุนทางจิตใจที่สำคัญสายด่วนให้คำปรึกษาผู้ป่วยมะเร็ง: การสนับสนุนทางจิตใจที่สำคัญ

บทนำ การเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมาก สายด่วนให้คำปรึกษาผู้ป่วยมะเร็งจึงเป็นบริการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ป่วยให้สามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในการรักษาและการดำเนินชีวิต ความสำคัญของสายด่วนให้คำปรึกษาผู้ป่วยมะเร็ง สายด่วนให้คำปรึกษาผู้ป่วยมะเร็งเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถเข้าถึงข้อมูลและความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย บริการนี้ช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา ทีมผู้ให้คำปรึกษาประกอบด้วยบุคลากรทางการแพทย์และนักจิตวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง พวกเขาสามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์และการสนับสนุนทางอารมณ์ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว นอกจากนี้ยังช่วยเชื่อมโยงผู้ป่วยกับแหล่งทรัพยากรและบริการสนับสนุนอื่นๆ ที่มีอยู่ในชุมชน บริการที่ครอบคลุมของสายด่วน สายด่วนให้คำปรึกษาผู้ป่วยมะเร็งมีบริการที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย ทั้งการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งและการรักษา การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการอาการข้างเคียงจากการรักษา และการให้คำปรึกษาด้านจิตใจ ผู้ให้บริการสายด่วนยังสามารถช่วยประสานงานกับทีมแพทย์ผู้รักษาเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่เหมาะสมและต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีบริการให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวและผู้ดูแลผู้ป่วย รวมถึงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนทางสังคมต่างๆ ทีมผู้ให้คำปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ ทีมผู้ให้คำปรึกษาประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทั้งพยาบาลวิชาชีพ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลแบบประคับประคอง ทุกคนได้รับการฝึกอบรมพิเศษในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัว

ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็ง

ความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งความก้าวหน้าในการรักษามะเร็ง

การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและก้าวกระโดด ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการค้นพบวิธีการรักษาใหม่ๆ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งมีความหวังและโอกาสในการรักษามากขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับความก้าวหน้าในการรักษามะเร็งที่น่าสนใจและมีประสิทธิภาพ การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นวิธีการรักษาที่ปฏิวัติวงการการรักษามะเร็ง โดยใช้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง วิธีนี้ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถจดจำและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดมีหลายรูปแบบ เช่น การใช้แอนติบอดี้ การใช้วัคซีน และการดัดแปลงเซลล์ที (CAR T-cell therapy) ซึ่งได้ผลดีในการรักษามะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ผลข้างเคียงของการรักษาน้อยกว่าการรักษาแบบดั้งเดิม และยังช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ดี การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) การรักษาแบบมุ่งเป้าเป็นการใช้ยาที่ออกแบบมาเพื่อจับกับโมเลกุลเฉพาะบนเซลล์มะเร็ง ทำให้สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติ วิธีนี้ได้รับการพัฒนาจากความเข้าใจในระดับโมเลกุลของมะเร็งแต่ละชนิด การรักษาแบบมุ่งเป้าสามารถใช้ได้กับมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม

เกี่ยวกับโรคมะเร็ง

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมะเร็ง: สลายความเชื่อผิด ๆ เพื่อการป้องกันและรักษาที่ถูกต้องความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมะเร็ง: สลายความเชื่อผิด ๆ เพื่อการป้องกันและรักษาที่ถูกต้อง

มะเร็งเป็นโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ข้อมูลทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าทำให้เราเข้าใจโรคมะเร็งได้ดีขึ้น แต่ในทางกลับกัน ความเชื่อผิด ๆ ที่ส่งต่อกันมาก็ยังคงฝังรากและสร้างความสับสนให้กับสังคมไทยอยู่ไม่น้อย ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้อาจนำไปสู่การละเลยการป้องกัน การรักษาที่ไม่เหมาะสม หรือการสูญเสียโอกาสในการรักษาที่ทันท่วงที บทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจและสลายความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับโรคมะเร็ง เพื่อให้คุณสามารถดูแลตัวเองและคนที่คุณรักได้อย่างถูกต้อง 1. มะเร็งเป็นโรคติดต่อ ความเข้าใจผิด: บางคนเชื่อว่ามะเร็งสามารถติดต่อได้จากการสัมผัส การใช้ภาชนะร่วมกัน หรือการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยมะเร็ง ความจริง: มะเร็งไม่ใช่โรคติดต่อ เกิดจากความผิดปกติของการแบ่งตัวของเซลล์ในร่างกายตนเอง ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคที่สามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ การแสดงความรังเกียจหรือหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ผู้ป่วยมะเร็งจึงเป็นสิ่งที่ผิดอย่างยิ่ง ควรให้กำลังใจและสนับสนุนผู้ป่วยอย่างเต็มที่ 2. กินอาหารอย่างเดียวก็รักษามะเร็งได้ ความเข้าใจผิด: มีความเชื่อว่าการกินอาหารบางชนิด