มะเร็งในเด็กคืออะไร? พ่อแม่ควรรู้เพื่อป้องกันแต่เนิ่นๆ

เมื่อพูดถึง “มะเร็ง” หลายคนอาจนึกถึงโรคของผู้ใหญ่ที่เกิดจากพฤติกรรมและการใช้ชีวิต แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ มะเร็งก็สามารถเกิดขึ้นกับเด็กได้เช่นกัน และยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีในประเทศไทย การรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งในเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองทุกคน เพื่อจะได้เฝ้าระวังและนำบุตรหลานเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที เพราะมะเร็งในเด็กนั้น หากตรวจพบเร็วและรักษาได้ถูกวิธี มีโอกาสหายขาดได้สูง

มะเร็งในเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร?

โรคมะเร็งในเด็ก เกิดขึ้นจากความผิดปกติของการเจริญเติบโตของเซลล์ โดยมีการกลายพันธุ์ของยีน ทำให้เซลล์แบ่งตัวและเพิ่มจำนวนอย่างควบคุมไม่ได้ ต่างจากมะเร็งในผู้ใหญ่ที่มักมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมสะสมและการสัมผัสสารก่อมะเร็งเป็นเวลานาน

สาเหตุของมะเร็งในเด็กส่วนใหญ่ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรมตั้งแต่แรกเกิด ขณะที่เซลล์กำลังแบ่งตัวเพื่อสร้างอวัยวะต่างๆ หรืออาจเกิดจากปัจจัยเสริมบางอย่าง เช่น:

  • โรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น กลุ่มอาการดาวน์
  • การสัมผัสรังสีหรือสารกัมมันตภาพรังสีตั้งแต่อยู่ในครรภ์
  • มารดามีภาวะติดเชื้อหรือบริโภคสารก่อมะเร็งบางชนิดขณะตั้งครรภ์

ชนิดของมะเร็งในเด็กที่พบบ่อยที่สุด

มะเร็งในเด็กที่พบบ่อย มักเป็นคนละชนิดกับที่พบในผู้ใหญ่ โดย 3 อันดับแรกที่พบในเด็กไทยบ่อยที่สุด ได้แก่:

  1. มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia): พบมากที่สุดถึงประมาณ 50-55% ของมะเร็งในเด็กทั้งหมด เป็นมะเร็งของเม็ดเลือดและไขกระดูกชนิดเฉียบพลันที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
  2. มะเร็งสมองและไขสันหลัง (Brain and Spinal Cord Tumors): เป็นกลุ่มมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับสอง
  3. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma): เกิดขึ้นกับระบบน้ำเหลือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

สัญญาณอันตรายที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

เนื่องจากอาการของมะเร็งในเด็กมีความหลากหลายและมักคล้ายกับอาการเจ็บป่วยทั่วไป ทำให้ง่ายต่อการเข้าใจผิดว่าเป็นอาการป่วยเล็กน้อย แต่หากลูกมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องและไม่หายไป ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันที:

อาการที่พบบ่อย (โดยรวม)อาการเฉพาะทาง (ตามตำแหน่ง)
ไข้ โดยไม่ทราบสาเหตุและเป็นต่อเนื่องคลำพบก้อน ที่ไม่เจ็บ บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ หรือในช่องท้อง (ตับ ม้าม โต)
อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ซีดเซียว ผิวซีดผิดปกติปวดศีรษะ รุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะในตอนเช้า (สัญญาณมะเร็งสมอง)
มีจ้ำเลือด หรือ จุดเลือดออก ตามผิวหนังง่ายผิดปกติ เลือดกำเดาไหลบ่อยมีปัญหาในการมองเห็น (ภาพซ้อน ภาพเบลอ) หรือการทรงตัว
ปวดกระดูก/ข้อต่อ หรือไม่ยอมเดิน ไม่ยอมลงน้ำหนักขาน้ำหนักตัวลดลง หรือเบื่ออาหารอย่างมาก
ติดเชื้อบ่อยครั้ง หรือเป็นแล้วหายยากเหงื่อออกมาก ในตอนกลางคืน

พ่อแม่ควรทำอย่างไรเพื่อป้องกันและรับมือ?

แม้ว่าสาเหตุหลักของมะเร็งในเด็กมักจะควบคุมไม่ได้ แต่การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

1. การป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยง

เนื่องจากมะเร็งในเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากวิถีชีวิตโดยตรง จึงไม่มีวิธีการป้องกันที่จำเพาะเจาะจงเหมือนในผู้ใหญ่ แต่สามารถทำได้โดย:

  • หลีกเลี่ยงสารพิษและมลภาวะ: จำกัดการสัมผัสสารเคมี ยาฆ่าแมลง หรือโลหะหนักต่างๆ ในสภาพแวดล้อมของเด็ก
  • การดูแลสุขภาพมารดาขณะตั้งครรภ์: หลีกเลี่ยงการสัมผัสรังสี สารเคมี และยาบางชนิดที่อาจส่งผลต่อการพัฒนาของทารก
  • วัคซีนป้องกัน: แม้จะไม่ได้ป้องกันมะเร็งในเด็กทั่วไป แต่การฉีด วัคซีน HPV ให้แก่เด็ก (ทั้งหญิงและชาย) ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป สามารถช่วยป้องกันมะเร็งที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น มะเร็งปากมดลูกได้

2. การเฝ้าระวังและตรวจพบแต่เนิ่นๆ

นี่คือหัวใจสำคัญของการเพิ่มโอกาสหายขาด:

  • สังเกตความผิดปกติ: พ่อแม่คือคนแรกที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของลูก ควรสังเกตอาการผิดปกติเล็กน้อยตามรายการข้างต้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • ตรวจสุขภาพตามนัด: พาบุตรหลานไปตรวจสุขภาพกับกุมารแพทย์ตามกำหนด เพื่อให้แพทย์ได้ตรวจร่างกายและประเมินภาวะสุขภาพโดยรวมอย่างละเอียด
  • รีบปรึกษาแพทย์: หากพบอาการน่าสงสัยหรืออาการป่วยที่ไม่หายขาดแม้จะรักษาเบื้องต้นแล้ว อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในเด็ก (กุมารแพทย์มะเร็งวิทยา)

3. โอกาสในการรักษา

ข่าวดีคือมะเร็งในเด็กส่วนใหญ่มีการตอบสนองต่อการรักษาที่ดีกว่ามะเร็งในผู้ใหญ่มาก หากตรวจพบในระยะแรกๆ โอกาสหายขาดสูงถึง 70-80% เลยทีเดียว วิธีการรักษาหลักๆ ได้แก่ การให้ยาเคมีบำบัด การผ่าตัด และการฉายรังสี โดยแพทย์จะพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับชนิดและระยะของโรคในเด็กแต่ละราย

การเป็นมะเร็งในเด็กเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่การมีความรู้และสติในการสังเกตอาการจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณเข้าถึงการรักษาได้เร็วที่สุด และมีโอกาสกลับมาเติบโตอย่างแข็งแรงได้สูง

Related Post

ความเสี่ยงมะเร็ง

ความเครียดกับความเสี่ยงมะเร็ง: มีความเชื่อมโยงกันจริงหรือ?ความเครียดกับความเสี่ยงมะเร็ง: มีความเชื่อมโยงกันจริงหรือ?

ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความกดดัน ความเครียด กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครหลายคน เรามักได้ยินคำกล่าวที่ว่า “เครียดมากระวังเป็นมะเร็งนะ” หรือ “ความเครียดคือสาเหตุของหลายโรค” ซึ่งคำกล่าวเหล่านี้สร้างความกังวลให้แก่ผู้คนอย่างมาก แต่คำถามที่แท้จริงคือ ความเครียดมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งจริงหรือไม่? บทความนี้จะสำรวจหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความเครียดคืออะไรและมีผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร? ความเครียดคือปฏิกิริยาของร่างกายต่อสถานการณ์ที่คุกคามหรือท้าทาย เมื่อเราเผชิญกับความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอล (Cortisol) และ อะดรีนาลีน (Adrenaline) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในระยะสั้น ซึ่งในภาวะปกติ ฮอร์โมนเหล่านี้จะช่วยให้เรามีพลังและสมาธิ แต่หากความเครียดกลายเป็น ความเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress) ที่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ระดับฮอร์โมนเหล่านี้จะค้างอยู่ในร่างกายและส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ

รับตรวจภูมิแพ้

ไม่ต้องเดาอีกต่อไป! รับตรวจภูมิแพ้ รู้ชัดเจนว่าแพ้อะไรไม่ต้องเดาอีกต่อไป! รับตรวจภูมิแพ้ รู้ชัดเจนว่าแพ้อะไร

เคยไหม? จู่ ๆ ก็มีอาการคัน จาม ผื่นขึ้น หรือแน่นหน้าอกโดยไม่รู้สาเหตุ พอไปหาหมอก็บอกว่า “น่าจะเป็นภูมิแพ้” แล้วก็ให้ยามากินชั่วคราว อาการดีขึ้นบ้าง แย่ลงบ้าง วนอยู่อย่างนี้ซ้ำ ๆ จนคุณเริ่มสงสัยว่า ตกลงเราแพ้อะไรกันแน่? คำตอบง่าย ๆ คือ เลิกเดา แล้วมาตรวจให้รู้กันไปเลย! เพราะทุกวันนี้มีบริการ “รับตรวจภูมิแพ้” ที่ช่วยให้คุณรู้แบบเจาะลึกว่าแพ้อะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น อาหาร สัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่สารเคมีที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ทำไมต้องตรวจภูมิแพ้? การเดาว่าสิ่งที่คุณแพ้คืออะไร

วัคซีนสำหรับเด็ก

วัคซีนที่เด็กไทยต้องได้รับเพื่อป้องกันโรคร้ายวัคซีนที่เด็กไทยต้องได้รับเพื่อป้องกันโรคร้าย

การฉีดวัคซีนเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สุดในการปกป้องสุขภาพของเด็กไทยให้พ้นจากโรคร้ายแรงต่างๆ ที่อาจคุกคามชีวิต ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดตารางการฉีดวัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กไทยทุกคนอย่างชัดเจน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่วัยทารกจนถึงวัยเรียน การได้รับวัคซีนครบถ้วนตามกำหนดจะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ปกครองควรตระหนักถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนและนำบุตรหลานไปรับวัคซีนตามกำหนดเวลาที่แนะนำ เพราะนอกจากจะปกป้องเด็กของตนเองแล้ว ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับสังคมด้วย วัคซีนสำหรับทารกแรกเกิดถึง 1 ปี ทารกแรกเกิดควรได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) และวัคซีนตับอักเสบบีในวันแรกที่เกิด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันพื้นฐานให้กับร่างกายตั้งแต่เนิ่นๆ วัคซีน BCG จะช่วยป้องกันวัณโรคซึ่งเป็นโรคติดเชื้อที่ยังคงพบได้ในประเทศไทย ส่วนวัคซีนตับอักเสบบีจะป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่อาจนำไปสู่มะเร็งตับในอนาคต เมื่อเด็กอายุครบ 2 เดือน ควรได้รับวัคซีนรวม DTP-HB-Hib ซึ่งป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ตับอักเสบบี และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ พร้อมกับวัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน